นิทานขนานโลก #1 ไดอารี่ของนาฬิกา (Remake)

ดินสอน้ำหมึก

 

นี้เป็นไดอารี่ของผม

มันถูกเขียนขึ้นในวันที่ 30/1/2554

 

วันนี้เป็นวันแรกที่ผมเริ่มเขียนไดอารี่

นี้คือกระดาษหน้าแรกที่ผมได้เขียนตัวอักษรลงไป

 

………………..

………

 

ลองมาอ่านเรื่องของตัวผมซักหน่อยล่ะกัน

 

ผมเป็นนาฬิกาครับ

ยี่ห้อเป็น รูปหมีตัวสีดำๆ

 

ตัวผมดูเหมือนว่าจะสำคัญกับมนุษย์ทุกคน

บรรพบุรุษของผมเกิดมาเมื่อ 5,000 ปีก่อน

 

เออ

 

ถ้าจำไม่ผิดคงเกิดที่ อียิปต์ ล่ะมั้ง

 

แม่ของผมเล่าว่า สมัยรุ่นของทวดของทวดของทวด

อันที่จริงมากกว่า ทวดของทวดของทวดอีกหลายสิบเท่า

พวกเขาทำงานกันกลางแดด

นั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเท่ห์มากนะ

ตั้งแต่ผมเกิดมายังไม่เคยโดนแดดสักครั้งเลย

 

แล้วแม่ยังเล่าอีกว่า หลายสิบศตวรรษที่ผ่านมานี้

มนุษย์ใช้พวกเราเป็นเครื่องมือเพื่อนกำหนดเวลากัน

บางครั้งเรากลายเป็นของขวัญให้กับผู้คนที่รักกัน

เพราะเขาบอกว่า “การให้นาฬิกาหมายถึง เราจะได้มีเวลาให้กัน”

 

อันที่จริงผมอยากบอกว่าเขาเข้าใจผิดกันอยู่

ต้องบอกว่า “เราจะได้มีนาฬิกาให้กันสิ!”

 

พอพูดถึง เวลา

มีนาฬิกาหลายท่านที่เป็นนักปราชญ์ บอกกันว่า

เวลานะ ไม่มีจริงหรอก

แต่เวลานะเป็นสิ่งที่พวกเรา นาฬิกา เป็นคนกำหนดขึ้นมา

 

แต่!!

 

ผมไม่ค่อยเชื่อนักปราชญ์พวกนั้นเท่าไหร่หรอก

ผมยังเชื่อว่า เวลา มีตัวตนจริงๆ

เขาต้องมหัศจรรย์แน่ๆ

 

เขาทำให้คนมีความสุข

เขาทำให้คนร้องไห้

เขาทำให้คนรักกัน

เขาสามารถบรรเทาความทุกข์

ในขณะเดียวกันเขาก็สามารถทำลายความสุข

เขาทำให้มนุษย์ได้ทำในหลายๆสิ่งให้เกิดขึ้น

เขาเป็นทั้ง

อดีต 

ปัจจุบัน 

อนาคต 

 

น่าแปลกที่ว่า

ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง ที่จริงก็ไม่อยากเรียกเพื่อนเท่าไหร่

เขาบ่นๆว่า เขาไม่มีเวลาทำในสิ่งที่เขาอยากทำ

แต่ผมก็ยังเห็นเขานั่งยุ่งอยู่กับไอ่สี่เหลี่ยมดำๆที่เรียกว่า”โน้ตบุ๊ก”อยู่

 

“ไม่มีเวลาจริงๆหรอไอ่เบื๊อก!”

บังอาจมาลบหลู่ เวลา ไปเสียได้

 

ตอนนี้ผมนั่งดูข่าวน้ำท่วมอยู่

 

ผมเชื่อว่าครั้งนี้ เวลา เขาจะต้องมาช่วยบรรเทาความทุกข์ให้กับคนที่เจอน้ำท่วม

และ

ผมจะรอดู เวลา ตัวเป็นๆให้จงได้

 

จบไดอารี่ก่อนละกัน

 

………..

…….

 

สรุปแล้วความเชื่อเรื่อง เวลา คงไม่ใช่มีแต่ผมคิดไปเองใช่มั้ย?

 

By นาฬิกาตัวน้อย

 

………………………………………………………………………………………………………………………

 

 

อย่างที่บอกตอนนี้เป็นตอนแรกที่ผมเขียน ผมเอามาทำใหม่ครับ

ถามว่าถึงตอนนี้ผมเชื่อว่าเวลามีตัวตนจริงเหมือนที่เจ้านาฬิกาตัวน้อยบอกไว้หรือไม่

ผมไม่เชื่อหรอกครับ แต่ก็ไม่ลบหลู่นะ 555+

แต่ถึงผมจะไม่เชื่อ

แต่ผมกับมีสิ่งที่เรียกว่า เวลา ครับ

แล้วเพื่อนๆล่ะ

มี เวลา กันมั้ย?

เวลาที่ให้กับคนที่รัก ให้กับความฝัน ให้กับหลายๆสิ่ง

ไม่มีก็หามาเถอะครับ พกติดตัวไว้ไม่หนักเลย

ถึงผมจะไม่เชื่อว่า เวลา มีตัวตน

แต่ผมก็เห็นด้วยกับนาฬิกาตัวน้อยนะ

เรื่องความสามารถต่างๆของ เวลา

ไม่ว่าจะเป็น

เวลาทำให้คนมีความสุข

เวลาทำให้คนมีความทุกข์

ฯลฯ

 

งั้นเรามารออ่าน นิทานขนานโลกตอนหน้าเลยนะ

กับ

นิทานขนานโลก #14

อาจจะมี Remake เอนทรี่ชุด สี่ตีนยามเช้า สี่เท้ายามเย็น ด้วยครับ

รู้สึกอยากเขียนใหม่ให้เพื่อนๆได้อ่านกัน

แล้วมาติดตามนะ

 

FACEBOOK & TWITTER

 

 

 

 

edit @ 21 Mar 2012 21:29:17 by ดินสอน้ำหมึก

นิทานขนานโลก#13 ตลกคาเฟ่

posted on 16 Mar 2012 21:47 by writeontree  directory Fiction, Idea

นิทานขนานโลก#13 ตลกคาเฟ่ 

ดินสอน้ำหมึก

 

“ขะ ขะ ขะ ขี้!!

เสียงหัวเราะลั่นไปทั่วคาเฟ่ ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่ หรือเด็ก

บรรยากาศในคาเฟ่เต็มไปด้วยแสงไฟหลากหลายสี

“หนึ่ง สอง สาม”

“ปลาฉลามขึ้นบก”

“สี่ ห้า หก”

“จิ้งจกยัดไส้”

“ไอแอมซอรี่”

ผัวะ เสียงตบดังๆ พร้อมกับจังหวะกลอง ตะลึง ตึง โป๊ะ!

“ตบกูทำไม??

“แล้วมาจั๊กกะจี้กูทำไม!

“ก็ ไอแอมซอรี่ จั๊กกะจี้หัวใจ”

ตะลึง ตึง โป๊ะ! เสียงกลองดังขึ้นตามจังหวะเรียกเสียงฮา

“แหม แล้วดันมาจั๊กกะจี้ตรงจุด! ด้วย เอาซะเคลิ้มเลย”

ผู้คนในคาเฟ่ยังหัวเราะให้กับการทำท่าทางและเสียงของนักแสดงตลก

 

แต่

 

ในขณะการแสดงนั้น

ก็มีการสนทนาภายในโต๊ะๆหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากเวทีพอประมาณ

“ฉันว่าไม่ไหวแล้วนะ”

“มีอะไรเหรอ?

“ก็ตั้งแต่ดูมามีแต่มุขเสื่อมๆทั้งนั้นเลย”

“เอาน่า ก็มันเป็นตลกไง”

“ดูสิ เล่นแต่มุขที่ไม่ดีขนาดนี้แล้วเด็กมาดูก็จะได้รับสิ่งที่ไม่ดีทั้งนั้นแหละ”

เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆจนโต๊ะข้างๆเริ่มหันมาดูกัน

“นี้ฉันว่านะ นี้เป็นจุดที่ทำให้เด็กเริ่มมีความคิดที่ไม่สร้างสรรค์กันซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาชาติที่เริ่มเสื่อมเหมือนทุกวันนี้”

“มันเยอะไปรึเปล่าเธอ”

“ไม่เยอะไปหรอก! ทุกวันนี้ที่เด็กหลายคนก้าวร้าวหรือมีความคิดแตกแยกไปจากคนสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็สาเหตุมาจากสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้นแหละ”

เสียงเริ่มดังจนคนทั้งร้านต้องหยุดที่จะมาฟัง

“นี้ที่ฉันคิดว่าฉันเอาความจริงมาพูดนี้มันผิดด้วยหรอ สิ่งเหล่านี้มันเป็นเหตุผลนะ นักวิจัยก็บอกมาในหนังสือพิมพ์ นี้แหละคือตัวการทำให้เกิดปัญหาในบ้านเมืองต่างๆ แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆก็ตาม!

"ฉันว่าเธอคิดมากไปแล้วล่ะ!!"

"ฉันไม่ได้คิดมาก"

 “แล้วทำไมคนเราถึงแต่งงานกับมนุษย์ต่างดาวได้ล่ะ?

“จะเป็นไปได้ยัง เธอชักจะเพ้อเจ้อไปใหญ่ล่ะ”

“เธอนั้นแหละเพ้อเจ้อ! เพราะที่ฉันพูดมามันคือตัวละครในนิยายของเธอยังไง!!

 

ความเงียบเข้ามาปกคลุมไม่มีเสียงหัวเราะใดๆเกิดขึ้น แม้แต่ นักแสดงตลกก็ไม่อาจจะทำให้เกิดเสียงหัวเราะได้

 

…………

……

 

ตะลึง ตึง โป๊ะ!

เสียงจากเด็กชายตัวเล็กๆร้องออกมา

 

และนั้นก็ทำให้ ทั้งคาเฟ่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

ค่ำคืนนั้นถ้าถามว่ามุขอะไรโดนใจคนดูมากที่สุดก็คงจะเป็น

 

ตะลึง ตึง โป๊ะ!

 

……………………………………………………………

 

 

ตอนที่ 13 แล้วเย้ๆ!!

ตอนนี้ตั้งใจจะสื่ออะไร?

ผมเห็นว่าคนเดี๋ยวนี้ดูเครียดกันยังไงไม่รู้ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นสาเหตุเพราะว่า

“เราใช้สมองมากไป จนลืมที่จะใช้ใจ”

ผมว่าการดำเนินชีวิตไปบนโลกนี้บางเรื่องก็แทบไม่ต้องคิดอะไรมาก

เมื่อเราดูตลก มันก็เป็นแค่ตลก

เมื่อเราเขียนนิยาย สิ่งนั้นก็เป็นแค่นิยาย

ปล่อยมันเป็นไปตามเรื่องของมันนั้นแหละ

เรื่องที่จำเป็นต้องใช้ใจ แต่เราพยายามไปคิดมากกับมัน

ยิ่งจะทำให้เราเห็นเป็นแง่ร้ายมากขึ้น

แต่ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ไม่ให้คิดอะไรเลยนะ

แต่ดูด้วยว่าเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร

พยายามมองโลกให้มีความสุขเข้าไว้ แล้วคุณจะมีความสุขทุกวัน

อย่าคิดมากนะ!! ^^

 

ปล.ตอนหน้าขอเอา นิทานขนานโลก#0 มาทำใหม่แล้วมาอ่านกันนะ ^^

Facebook & Twitter

 

เรื่องสั้นวันพิเศษ : ตัก …. บาป

เนื่องในโอกาสวันพิเศษ : วันมาฆบูชา 7 มีนาคม 2555

 

                        อากาศยามเช้าที่สดใส แดดอ่อนๆชวนให้จิตใจละมุน กลิ่นดอกบัวและข้าวสวยร้อนๆ ก็พร้อมที่จะทำให้ใจเบิกบาน 

                        เนื่องจากวันนี้เป็นวันพระใหญ่วันแรกของปี ผู้คนจึงพากันมาตักบาตรกันในบริเวณลานวัด ซึ่งอยู่ตรงใจกลางของเมือง แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาที่จะทำให้วัดดูไม่น่ามอง เพราะถึงแม้จะถูกรายล้อมไปด้วยตึกราบ้านช่อง แต่ตัววัดเองนั้นกลับให้ความรู้สึกร่มเย็นเป็นทุกครั้งที่ได้เห็น อาจจะเป็นเพราะการปลูกต้นไม้นานาชนิดรวมไปถึงการวางองค์ประกอบทางด้านภูมิสถาปัตย์ของท่านเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นถึงอดีตสถาปนิกเก่าที่ละทางโลกมาเพื่อศึกษาทางธรรมได้ 10 กว่าปีแล้ว แต่นั้นก็ทำให้วัดนี้เป็นที่ศรัทธาแก่ผู้คนในระแวกนี้ทั้งหมด

                        “พี่ชาญเดินเร็วๆหน่อยสิ เดี๋ยวก็ไปวัดสายหรอก!” เสียงบ่นจากน้ำหวาน ภรรยาสุดที่รักของวิชาญดังขึ้นเมื่อเขาดันเผลอตื่นสาย

                        “คร๊าบบบ ผม”

                        “อย่ามาประชดนะ พี่ชาญ”

                        “งานบุญอย่างนี้อย่าอารมณ์เสียสิจ๊ะ น้ำหวาน”

                        “งั้นก็ รีบๆเดิน เร็ว”

                        ไม่น่าเชื่อว่าอดีตทหารหน่วยพิเศษที่ไม่กลัวอะไรทั้งลูกปืนหรือระเบิด แต่ กลับมากลัวหญิงสาวร่างบางอย่างภรรยาตัวเองไปได้ น่า สงเคราะห์ เอ๊ย! สงสาร จริงๆ

                       

                        บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก เด็กโต แม้แต่ เด็กโข่งก็ยังมี ทุกคนต่างยืนอยู่สองข้างทางมีช่องว่างไว้ให้พระท่านได้เดินมาบิณฑบาต 

 

                        “อ้าว! ของที่เอามาตักบาตรหมดแล้วยังได้บุญไม่เต็มที่เลย” ไอ้หลงบ่นขึ้นมา แต่เมื่อเหลือบไปเห็นของตักบาตรของชมพูที่มีเยอะ ไอ้หลงก็คิดได้ขึ้นมา

                        “ไอ้เกี๊ยว … เดี๋ยวเฮียให้ตังค์กินหนม เอ็งไปค่อยๆแอบหยิบของในกล่องเจ๊ชมพูให้เฮียทีนะ …. ระวังอย่าให้ถูกจับได้ล่ะ!” นั้นไง แผนชั่วของไอ้หลง หลอกเด็กให้ทำบาป จริงๆเลยไอ่นี้

 

                        ไอ้เกี๊ยว เด็กวัย 12 ขวบ ลูกป้ายิ้ม ขายผลไม้อยู่หลังตลาด เป็นเด็กใสซื่อ(บื้อ) มักจะโดนไอ้หลงแกล้งหรือหลอกใช้อยู่เสมอ

 

                        หลังจากที่ไอ้เกี๊ยว แอบเอาของได้ไม่นาน ชมพูก็เห็น ความซวยของไอ้เกี๊ยวมาเยือนเมื่อมันถูกจับได้ 

 

                        “เกี๊ยว! ทำไมทำอย่างนี้ พี่ชมพูไม่นึกเลยว่าเกี๊ยวจะขโมยของตักบาตรของพี่” ชมพูโมโหจึงต่อว่าเกี๊ยวอย่างหนัก

                        ไอ้เกี๊ยวเด็กเนื่องจากเป็นเด็กคิดอะไรไม่ออก อย่างแรกที่มันทำคือ ร้องไห้ นั้นคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดของเด็กวัย 12 ขวบ ยิ่งเจอเจ้าแม่ขี้บ่นอย่าง ยัยชมพูแล้ว! เออ …. คุณชมพู

 

                        ความเงียบเขาปกคลุมผู้เงียบหยุดดูแม้แต่ พระที่กำลังบิณฑบาตอยู่ก็หยุดเช่นกัน หลายๆคนก็กระซิบต่อว่าไอ้เกี๊ยว นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ปริมาณน้ำตาของไอ้เกี๊ยวเพิ่มมากขึ้นตาม 

 

                        “เกี๊ยว ไม่ได้ตั้งใจ” ไอ้เกี๊ยวพูดไป ร้องไห้ไป

                        “แล้วทำไมเกี๊ยวถึงทำอย่างนี้ล่ะ”

                        “ก็เฮียหลง สั่งให้ทำครับ”

                        “ไอ้หลง!! จะหนีไปไหน” ไอ้หลงหยุดทันที ดั่งมีมนต์วิเศษ เมื่อชมพูชี้นิ้วตรงไปยังมันที่กำลังจะวิ่งหนี

                        “หลงขอ …” ไอ้หลงไม่ทันได้พูดขอโทษก็กระเด็นไปติดต้นไม้เสียแล้ว

 

                        “ดูไว้เถิดโยม นี้แหละ จะทำบุญที่ไม่ได้บุญ จำไว้นะ ถ้าจะทำบุญแม้เพียงแค่ใจเป็นบุญก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำบุญด้วยปัจจัยอะไรมากมายที่ฟุ่มเฟือยหรือเกินกำลังตัวเอง มีส่วนหนึ่งในโอวาทปาติโมกข์ที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ในพระพุทธพจน์คาถาสอง  คือ

๏ สพฺพปาปสฺส อกรณํ  (การไม่ทำความชั่วทั้งปวง)
กุสลสฺสูปสมฺปทา  (การบำเพ็ญแต่ความดี)
สจิตฺตปริโยทปนํ  (การทำจิตใจของตนให้ผ่องใส)
เอตํ พุทฺธานสาสนํฯ  (นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย)

                        สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พุทธบริษัทพึ่งปฏิบัติ อย่างที่เจ้าหลงมันทำนั้นไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธศาสนาพึงปรารถนา เล่นไปทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนไปเสียด้วยซะอีก นั้นไม่ใช่บุญ นี่ยังดีที่เจ้าเกี๊ยว มันบอกความจริงไม่งั้นต่อไปคนอื่นจะมองเจ้าเกี๊ยวเป็นเด็กไม่ดีแล้วจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาในอนาคต เราไม่จำเป็นต้องใส่บาตรให้พระครบทุกองค์แต่ถ้าเรามีจิตใจที่อยากจะทำบุญเพื่อศาสนาแล้วนั้น นี้แหละบุญโดยแท้จริง จำไว้นะโยมทั้งหลาย จะทำบุญก็ควรตั้งอยู่ใน ศีล ไว้ล่ะ ไม่งั้นจากตักบาตร จะกลายเป็น ตักบาป ซะ”

                       

“สาธุ” ทุกคนล้วนกล่าวหลังจากหลวงพ่อตูน เจ้าอาวาสได้กล่าวจบ

 

                        ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านหลังจากตักบาตรกันเป็นที่เรียบร้อย ไอ้หลงยังถูกชมพูโกรธอยู่ และเจ้าเกี๊ยวก็ได้การขอโทษด้วยไอติมสเวนเซ่นจากชมพู 

 

 


                        เวลาผ่านไปจวบจนหัวค่ำ อากาศยังพอหนาวลงบ้างเล็กน้อย พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปได้ไม่นานนัก ที่วัดก็เต็มไปด้วยผู้คนพอประมาณกับเมื่อตอนเช้า ทุกคนต่างพากันมาเวียนเทียน ไอ้หลง พา เจ้าเกี๊ยว เดินมาพร้อมกับ น้ำหวานและวิชาญ ส่วนชมพูยังรอ “ไม้” ถ้ายังจำกันได้ใน ตอนวันวาเลนไทน์ ชมพูได้พบกับคนๆนึงที่ดันมาฉีดน้ำใส่ตอนระหว่างเดินกลับบ้าน ( สามารถกลับไปติดตามได้ใน เรื่องสั้นวันพิเศษ ตอนที่แล้วนะครับ! )

  

                        ในระหว่างการเวียนเทียน 

 

                        “คุณชมพูครับ” ไม้กล่าวขึ้นในระหว่างที่เดินเวียนเทียน

                        “มีอะไรหรอค่ะ คุณไม้” ชมพูถามด้วยความสงสัยขึ้นมา

                        “เมื่อเช้าหลวงพ่อตูนท่านได้สอนไว้ว่า การทำบุญต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนใช่มั้ยครับ”

                        “ใช่ค่ะ มีอะไรรึเปล่า”

                        “ตอนนี้คุณทำให้ผมเดือดร้อนอยู่รู้มั้ยครับ คุณชมพู …. คุณทำให้ผมเดือดร้อนที่หัว …”

                        “หัวอะไรหรอค่ะ” ชมพูน่าแดงเขินด้วยความอายเหมือนจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว

                        “หัวใจ หรอ ไอ้ไม้” วิชาญพูดแซวขึ้นมา

                        “เปล่าหรอกพี่ชาญ ที่จะบอกคือ หัวผมนี้แหละ ก็คุณชมพูเล่นเอาธูปกับเทียนมาจ่อที่หัวเนี่ย เดือดร้อนมั้ยล่ะ!”

                        “ว้าย ขอโทษค่ะ ไม่เป็นไรใช่ไหมค่ะ”

                        “ไม่(ไหม้) ครับ”

                        “งั้นก็ดีค่ะ”

                        “ผมหมายถึง ไหม้ หัวผมไหม้แล้วเนี่ยแหละครับ!”

 

                        ……………………………………………………………………………………………………………………….

                        

มาถึงวันพิเศษในรอบปีอีกวันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันพระใหญ่วันแรกของปีเลยก็ว่าได้ เพื่อนๆหลายๆคนได้ไปทำบุญตักบาตรกันตอนเช้า หลายๆคนก็ได้ไปเวียนเทียนกันมาแล้วด้วย ส่วนผมไม่ได้ไปไหนเลยครับ แต่อย่างน้อยก็ได้ทำบุญตักบาตรและเวียนเทียนไปพร้อมๆกับ ตัวละคร ในเรื่องสั้นนี้ ^^ 

ตัวละครหลายๆตัวจะค่อยเริ่มปรากฏตัวขึ้น ความจริงแล้วตอนนี้ยังเขียนเรื่องสั้นไม่ค่อยถนัดเหมือนกันครับต้องฝากเพื่อนผู้อ่านช่วยเป็นกำลังใจต่อไป ผมอยากให้เรื่องสั้นในเอนทรี่ชุดนี้เป็นเหมือนกับ ซิตคอมวันพิเศษ เสียมากกว่าเพราะงั้นผมจะพยายามให้ตัวละครออกมาโลดแล่นผูกพันกับเพื่อนๆมากขึ้น ยังไงก็ขอฝากไว้ด้วยนะครับ แล้วมาเจอกันสำหรับ เรื่องสั้นวันพิเศษใน วันพิเศษ โอกาสหน้า บ๊าย บาย